5 ของเหลวในรถ ที่ต้องดูแล !

ของเหลวในรถ
May 12, 2017
Posted by: TOYOTA KAN Editor

เพราะของเหลวนั้นเปรียบเหมือน เส้นเลือดที่คอยหล่อเลี้ยงให้ทุกอย่างในเครื่องยนต์นั้นทำงานได้อย่างปกติ รวมถึง ใช้ในการทำความสะอาดเฉพาะด้านในจุดที่ต้องการ วันนี้โตโยต้ากาญจนบุรีจะไปไปดูกันนะคะว่า 5 ของเหลวมีอะไรบ้าง

ของเหลว-ในรถ 3

1. ระดับน้ำในกระป๋องน้ำล้างกระจก

เราไม่ควรปล่อยให้น้ำแห้ง เพราะพลาสติกของตัวกระป๋อง เมื่อได้รับความร้อนจากเครื่องยนต์ อาจจะทำให้กรอบ แตก และเสื่อมสภาพเร็ว จึงจำเป็นต้องมีน้ำอยู่ตลอดเวลา ควรใช้น้ำสะอาดในการเติม เช่น น้ำประปา ไม่ควรใช้น้ำบาดาล เพราะถ้าน้ำไม่สะอาดอาจทำให้เกิดตะกอน ไปอุดตันหัวฉีด  นอกจากนั้นควรใส่น้ำยาล้างกระจกเข้าไปด้วย เพื่อเป็นการช่วยยืดอายุของยางปัดน้ำฝน และเคลือบกระจก โดยเติมน้ำยาล้างกระจกกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:1

น้ำยาล้างกระจก

2. ระดับน้ำหล่อเย็นในกระป๋องพักน้ำ

มี 2 ระบบ คือ ระบบปิด กับ ระบบเปิด

  • ระบบปิด เช่น เครื่องดีเซล ถังน้ำหม้อพักจะมีฝาปิด ที่เป็นเกรียว ข้อดีคือ จุดเดือดจะอยู่สูงกว่าระบบเปิด การตรวจระดับน้ำ ต้องตรวจตอนเครื่องเย็นเท่านั้น  ไม่สามารถตรวจตอนเครื่องร้อนได้  น้ำหล่อเย็นควรอยู่ในระดับ Row กับ Full เช่นเดียวกัน ถ้าน้ำอยู่ในระดับ Row เมื่อเติมไปไม่นานจากที่เราตรวจเช็ค แสดงว่าอาจเกิดการรั่วในระบบ  ถ้าเกิดการรั่ว เราใช้น้ำยาที่มีสี จะทำให้ง่ายต่อการสังเกต…
  • ระบบเปิด เช่น รถเก๋ง รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ฝาหม้อน้ำแล้วถังพักน้ำจะมีสายยาง พร้อมกับฝาเปิด ใช้เป็นตัวล็อคธรรมดา ในระบบเปิด น้ำจะมีโอกาสระเหยได้ ระดับที่ลดลงของระบบนี้จะลดลงได้เร็วกว่าระบบปิด เมื่ออยู่ในสภาวะหล่อเย็น ระดับที่น้ำหล่อเย็นควรอยู่คือ Full กับ Row เพราะเวลาที่เราใช้งานเครื่องยนต์อยู่ในอุณหภูมิสูง น้ำหล่อเย็นจะเกิดการขยายตัว  ถ้าเราเติมน้ำเต็มเกินไปน้ำจะไม่มีที่ขยายตัว ทำให้เกิดการดันน้ำทิ้งออกไป เวลาตรวจระดับ ควรตรวจในอุณหภูมิ ปกติ (เครื่องเย็น) ตรวจสอบอาทิตย์ 1 ครั้ง

น้ำหล่อเย็น

3. น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์

เราต้องติดเครื่องยนต์ทุกครั้งก่อนการตรวจเช็คน้ำมันพาวเวอร์  ควรใช้น้ำมันพาวเวอร์ตามเบอร์ ตามที่คู่มือรถกำหนดมา ไม่ควรใช้น้ำมันที่ต่างเกรดกัน เพราะคุณสมบัติของพวงมาลัยแต่ละรุ่นต่างกัน  ให้ตรวจสอบเรื่องสภาพสีของน้ำมันว่าผิดปกติไปจากเดิมไหม ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีสีแดงใส ถ้ามีสีคล้ำ อาจจะมีน้ำมันหล่อลื่นชนิดอื่นรั่วไหลเข้ามาปะปนกับน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์นะคะ

*** พวงมาลัยรถ ที่ใช้น้ำมันไฮโดรลิค  เราไม่ควรหมุนพวงมาลัยเพาเวอร์ขณะรถจอดนิ่งๆ เพราะอาจะทำให้แรงกดที่กระทำกับยางและตัวรถเยอะ จะทำให้พวงมาลัยทำงานหนัก อาจทำให้ยางรองเกิดการรั่วได้ง่ายขึ้น และจะทำให้ยางเกิดการสึกหรอไวขึ้น ****

น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์

4. ระดับน้ำมันเครื่อง

ให้ติดสตาร์ทเครื่องยนต์ให้ถึงอุณหภูมิทำงาน (สังเกต หน้าปัดแสดงอุณหภูมิหม้อน้ำหล่อเย็นจะถึงขีดกลาง (รุ่นเข็ม)/ ไฟธงจะดับไป (รุ่นสัญลักษณ์) ) และดับเครื่องยนต์ประมาณ 1 นาที จึงสามารถตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องยนต์ได้ เราควรจอดในพื้นที่ที่เป็นแนวราบไม่เอียง  วิธีการวัดคือ ดึงก้านวัดออกมา แล้วเช็คให้สะอาด จึงใส่เข้าไปใหม่ แล้วดึงขึ้นมา น้ำมันเครื่องควรอยู่ในระดับตรงกลาง ของขีดบนและขีดล่าง

ของเหลว-ในรถ 1

5. เช็คระดับน้ำมันเบรค

น้ำมันเบรคจะอยู่ในระดับ Min กับ Max  ไม่ควรให้อยู่ในระดับต่ำมากเกินไป เราควรตรวจสอบสี  หากมีสีคล้ำ อาจทำให้คุณสมบัติของน้ำมันเบรคลดลง จะทำให้รถเกิดอาการเบรคยุบ เบรคไม่อยู่ หรือเบรคแตกได้  การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ควรเปลี่ยนที่ระยะ 40,000 กม. หรือ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี

น้ำมันเกียร์ เราควรตรวจสอบหรือเปลี่ยนเมื่อจำเป็น  ควรรักษาระดับให้อยู่กึ่งกลาง อย่าให้ต่ำเกินไป

ของเหลว-ในรถ 4

ของเหลว-ในรถ02

ของเหลวที่เราควรดูแลสม่ำเสมอ

Web

หากลูกค้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับของเหลวในรถยนต์ต่างๆหรือต้องการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ ทางศูนย์โตโยต้า กาญจนบุรี ยินดีให้คำแนะนำ
โดยสามารถโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 034-540-789

ท่านสามารถติดตามข่าวสารดีๆเกี่ยวกับรถได้แบบฟรีๆ ที่
Line@ Click > > line logo 1x1 @toyotakan1995 

เรื่องรอบรู้เรื่องรถ : มาใหม่